2007/Aug/13

ลืมไปแล้ว ว่าชอบดนตรีสกามากแค่ไหน

ขณะที่รอบตัวคุ้งไปด้วยควันบุหรี่ สองตาตรงหน้าวางไว้ด้วยแสงโสมขวดแบน โซดาน้ำและโค้กวางพร้อมอยู่เช่นกัน อาการเมาได้ที่กำลังเริ่มมา...ฉันกระดกไปแล้วสี่แก้ว โยกหัวไปมาตามจังหวะเพลงสการาวกับคนบ้า แต่รู้ตัวดีสติยังมีอยู่ครบถ้วน

ครึ้มใจไม่เท่าไหร่ดันทำตัวดัดจริตส่งยิ้มไปให้กับคนข้างหน้า เพ้อได้อีกทีก็ตอนที่เขาส่งยิ้มเขินๆ กลับมา...ฉันตีความไปว่า เขาคงอยู่ในอาการกลัวๆ

ฉันเห็นแล้วอยากหัวเราะก๊าก โทษหัวใจตัวเองเลยดีมั้ย ช่วงนี้ทำไมตกหลุมรักใครอื่นง่ายดาย พอตกหลุมไปแล้วมักแสร้งอ่อย และโปรยหน้า โปรยตา สุดท้ายพยายามจิกคนตรงหน้าให้มายืนอยู่ข้างๆ ให้ได้

เขียนไปแล้วคิดว่าตัวเองเริ่มน่ากลัว...โอเค ฉันปาความผิดใส่ไอ้น้ำเมานี่ก็แล้วกัน

ครูหนุ่มผู้สอนศิลปะตรงหน้า ยังคงยิ้มเขินๆ เขาเกาหัวยิกๆ ขณะฉันส่งแก้วชนดังกริ๊ง เขาเป็นหนุ่มตัวไม่สูง ที่มีรอยยิ้มสร้างความรักได้ถึงเก้าสิบเก้าเปอร์เซ็นต์ ฉันชอบครูสอนศิลปะ เพราะเขาสอนหนังสือเด็กประถม ความละมุนและอ่อนไหวของเขาคงมีอยู่พอตัว

ฉันหมายรวมถึงว่า ฉันชอบผู้ชายใจดี...

เพลงแนวสกายังคงสำแดงอานุภาค หนุ่มนักเป่าทัมเปดขยับข้อมือไปมา พร้อมกับขยับแข้งขยับขาดูน่ารัก ส่ายหัวจนมันดูยุ่งๆ แค่นั้นเลย ฉันตกหลุมรักไปอีกรอบ

ฉันปล่อยให้ครูสอนศิลปะอยู่กับอาการอมยิ้มและเกาหนังหัวยิกๆ ต่อไปส่วนตัวฉันหนีไปยืนโยกตัวตามจังหวะขึ้นลงของเสียงทัมเปด ท่าท่างของนักเป่าน่าเอ็นดู ฉันยืนจ้องท่าทางของเขาจนเริ่มรู้ตัว หันมาส่งมือบ๊ายบายพร้อมกับอาการยักไหล่ให้ ฉันส่งยิ้มกลับพร้อมกับยื่นแก้วชนให้ในอากาศ เขาขมวดคิ้วรับแล้วเริ่มยกทัมเปดมาเป่าอีกรอบจากนั้นสั่นขาพึบพั่บเต้นไปตามจังหวะของเสียร้อง ฉันยืนขำในท่าทางน่ารักของเขาจนลืมเวลา หันมาอีกทีเพื่อนเริ่มเมาแล้วหายไปจากโต๊ะ

ฉันตกหลุมรักผู้ชายอารมณ์ดี และ รักเสียงเพลงของเขา

ฉันตกหลุมรักดนตรีสกา

และฉันยังคงตกหลุมรัก พระอาทิตย์ของฉัน




edit @ 2007/08/26 04:23:07

2007/Aug/06

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ทั้งออฟฟิศเงียบเชียบกว่าที่มันเคยเป็น มีเพียงเสียงครางหึ่งๆ ของซีพียูที่อยู่ต่ำจากโต๊ะคอมพิวเตอร์ มันดังคลอไปพร้อมกับเสียงแว่วแผ่วๆ ของซาวด์คล้ายเพลงร๊อก จากมุมไม่ใกล้ไม่ไกลห่างกันเพียงแค่ฉากกั้นพาติชั่น

ไม่เคยรู้สึกมาก่อนว่าตัวเองมีสติครบสมบูรณ์ ตราบจนความเงียบมานั่งอยู่ใกล้ๆ ชอบใจตัวเองอย่างเหลือเชื่อ ที่นึกคิดอะไรอย่างคนมีสติ และแปลกใจตัวเองมากมายที่ครึ้มใจอยากจะเขียนอะไรให้มันดูสวยงามต่อชีวิต

ไม่ต้องมีเขา แต่มีเพียงฉัน กับ ห้องกว้างที่ถูกกั้นแบ่งเหมือนเขาวงกต

ฉันอมยิ้มหลังเหลือบมองเลข 21.00 ในมุมขวาด้านล่างของจอคอมฯเวลานั้นฉันยังคงขยับรอยนิ้วมือผ่านคีย์บอล์ดอย่างต่อเนื่อง หนึ่งและสองคอลัมน์ผ่านไปชนิดอ่านทวนจนปวดหัว แต่พอเงยหน้ามาอีกทีดูเหมือนทั้งออฟฟิศจะร้างผู้คน

เหนือหัวฉันขึ้นไป เป็นหลอดไฟสีนีออน มันชอบหรี่ในยามค่ำ แต่สว่างจ้าในช่วงสาย ฉันเงยหน้ามองมัน แล้วคิดไกลไปว่าอยากเก็บเงินแล้วไปอยู่ญี่ปุ่น เหมือนไม่เกี่ยวกับแสงไฟ -- เพียงแค่แหงนคอเท่านั้น เลือดคงไหลลงต่ำจนความคิดซวนเซจิตนาการบรรเจิดมันดันเกิดผิดเวลา ปล่อยงานหน้าคอมฯ เอาไว้ค้างๆ คาๆ จากนั้นพาตัวเองลอยไกลไปถึงเจแปนในทันใด

 

เสียงเพลงร๊อกปรับเปลี่ยนเป็นจังหวะแจ๊สเบาๆ ฉันก้มหน้ากลับและมองหาเพื่อนที่อยู่กันอีกฟากเขาไม่ต่างจากฉัน รีบเร่งแต่ไม่เร่งรีบ ค่อยๆ เขียน ค่อยๆ ทำ เดี๋ยวก็เสร็จ แต่คงกินเวลาเลยไปถึงพรุ่งนี้

การมีภาระและหน้าที่บางครั้งมันก็ทำให้เราช้ำขาข้างหนึ่งเหมือนยึดติด แต่อีกข้างอยากหายหนีไปใจแทบขาด ระบบความปรวนแปรมันแปรผันตรงต่อเราโดยเฉพาะ อยากหาสาระใส่สมองแต่ไร้ซึ่งเวลาที่พอเหมาะ เพราะกลับติดอยู่ในวังวนของวรจรดิ้นรนจนหัวใจเริ่มฝ่อ แรงกายเริ่มเหี่ยว และเหนื่อยหย่ายที่จะทำอะไรทั้งสิ้น

ถ้าอย่างนั้นคงต้องอาศัยหลอดนีออนเพื่อเดินทางถึงญี่ปุ่นกันต่อไป

 


edit @ 2007/08/08 22:15:23
edit @ 2007/08/09 00:11:32

edit @ 4 Apr 2008 11:45:41 by kigmeto

2007/Jul/28

ฉันตั้งใจว่าจะนั่งเขียนเรื่องสั้นที่ปั่นค้างไว้ให้เสร็จ...

 

 

 

 

 

ฉันตั้งใจว่าจะนั่งเขียนเรื่องสั้นที่ปั่นค้างไว้ให้เสร็จ... 

แต่แค่เพียงตัวอักษรแรก ฉันก็หมดใจไปเสียเฉยๆ

บางวันฟ้ามันครึ้ม จนทำให้หัวใจและร่างกายของเราปั่นป่วนอย่างหนัก จากที่เคยมองว่า นั่น นี่ และ โน่น สวยงามต่อชีวิต กลับกลายเป็นว่ามันดูน่าทุเรศจนฉันอยากจะก้าวขาออกไปให้ห่าง

บางวันมันถึงขั้น ทำให้ฉัน อยากหนีไปที่ไหนสักแห่ง และล้มตัวลงอ้วกสักสองสามที ให้ร่างกายไร้สารมวล จะได้แน่นิ่งและหลับเป็นตายให้รู้แล้วรู้รอด

ฉันเคยผ่านเส้นขีดสีแดงๆ ในหัว ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของความหมดหวัง สูญเสียและเสียสูญต่อศรัทธากับชิ้นงานของตัวเองหวั่นไหวมากมายต่อคำวิพากษ์และวิจารณ์ของคนอื่น งานเลว จนถึงกระทั่ง เขียนมันออกมาได้ยังไง -- ฉันขนลุกที่ตัวเองเออออตามคำพูดเหล่านั้น เพราะมิวาย สิ่งสุดท้ายที่ฉันเลือกกระทำ คือการขว้างสิ่งที่ตัวเองเคยเชื่อมั่นให้ออกไปจากชีวิต ไกลที่สุดเท่าที่จะขว้างออกไปได้

เขียนงานง่อย นี่แหละฉัน วกไปวนมา นี่แหละฉัน -- ถ้าอย่างนั้นหาอย่างอื่นทำเสียดีมั้ย ให้ตายห่า

ขอบคุณจดหมายฉบับแรกในชีวิต ที่เขียนถึงฉัน ให้กำลังใจฉัน เพราะทุกครั้งที่ฉันรู้สึกเหมือนเช่นวันนั้น กระดาษจดหมาย Microsoft Word ฉบับนี้ จะกลับมาหาฉันเสมอ...เหมือนเช่นในวันนี้

------

 

^_____^

 

 

 

ดูเหมือนว่า เพิ่งจะเมื่อวานที่ฉันเอ่ยปากว่า สักวันฉันจะส่งจดหมายให้เธอ

 

มีเรื่องราวมากมายหลายอย่าง ที่มันสูญหาย ตกหล่นไประหว่างทางที่เราได้ใช้ชีวิตร่วมกันทุกวัน ทุกการสื่อสาร ในบทสนทนาที่มากมาย เหตุและผล สิ่งที่อยากพูด บางทีเราเพียงรอเวลาที่จะบอกกัน แต่ก็ลืมมันไป เราไม่เคยมีเวลามากพอ

 

วันนี้ฉันเจอเธอ ฉันเพียงแค่อยากจะถามว่าเธอเหนื่อยไหม เธอไหวหรือเปล่า แต่คราวนี้การพูดอย่างใจมันไม่ได้ถูกหลงลืม หรือคิดแต่เพียงว่าติดไว้ก่อนก็ได้ ฉันตื้นเขินเกินไปที่จะคิดคำปลอบโยนได้แต่รับฟังและปล่อยให้เธอเป็นฝ่ายพูดความรู้สึกออกมา

 

จริงๆ แล้วฉันก็ใจเสาะ เวลาที่เห็นเพื่อนร้องไห้ต่อหน้าเหมือนกัน

 

ฉันเชื่อว่ามันไม่มีสูตรสำเร็จของการให้คำปรึกษา ฉันรู้เธอไม่ได้ต้องการทางออกที่ถูกผู้อื่นคิดแทนให้

 

เธอแค่ต้องการคำปลอบใจดีๆ สักประโยค เวลาที่ต้องเผชิญกับบททดสอบรอบด้าน ซึ่งมันอาจจะอยู่ตรงไหนสักแห่ง อาจจะเป็นจากเจ้าของน้ำเสียงที่เธอคุ้นเคย อาจจะเป็นจากฉัน แต่บอกแล้วไง ฉันตื้นเขินเกินกว่าที่จะสรรหาคำปลอบใจ

อยากเพียงแต่บอกให้เธอรู้ว่า ฉันรู้สึกใจวูบลงไปแค่ไหน เมื่อเธอบอกว่า บางทีทางที่เดินอยู่นี่ อาจจะไม่ใช่ทางของเธอ แม้ฉันจะแน่ใจว่าเธอคงไม่ทิ้งมันไปง่ายๆ ในเมื่อเธอบอกว่าเธอเป็นคนรักจริง

 

สิ่งที่ฉันใจกังวลไม่ใช่เรื่องของการกระเสือกกระสนที่จะมีชีวิตรอด เรามันหัวแข็งต่อให้ไม่มีเงินสักบาท เราก็หายใจกันได้ เรายังไม่มีงานที่จะทำให้อยู่ดีวันนี้แต่ไม่ใช่ว่าเราจะไม่มีมันตลอดไป สิ่งที่ฉันกังวลคือแรงในการหล่อเลี้ยงหัวใจให้ฝันและพยายาม เพราะฉันรู้สึกมาตลอดว่ามันสำคัญกับชีวิตมากแค่ไหนไม่ใช่เฉพาะเธอ หรือฉัน แต่เป็นทุกคนบนโลก

ฉันไม่รู้ว่าเธอวาดภาพของคำว่า นักเขียนไว้แค่ไหน แต่สำหรับฉัน ฉันไม่เคยวางตัวเองไว้ตรงจุดไหนที่ใครต่อใครรับประกันว่ามันคือจุดสำเร็จ ฉันยังคงคิดว่างานเขียนเป็นศิลปะแขนงหนึ่งที่ทำหน้าที่จรรโลงโลก(แม้จะมีคนอ่านมันแค่ 2 คน) ฉันไม่กังวลเลยหากฉันจะยังคงเป็นคนเล็กๆ ได้แค่เขียนไดอารี่อ่านเองแล้วยิ้มได้ก็เพียงพอ ชีวิตคือการคิดให้สุขแบบให้สุข ไม่ใช่ความสุขที่ต้องกดดัน ฉันรู้ว่าเธอเห็นด้วยกับฉัน เราจะไม่ปล่อยให้ทุกข์กัดกินมันนาน

 

และหากพระเจ้าพอจะให้พรสวรรค์ด้านนี้มาบ้าง ก็เป็นเพียงเพราะท่านให้สิทธิพิเศษเพื่อให้เรามาทำหน้าที่จรรโลงนั้นในทางใดทางหนึ่ง ที่ไม่มากคนนักหรอกจะมีมัน

 

เหมือนกับที่ฉันเห็นในตัวเธอ เธอเห็นในตัวฉันอยู่เสมอ

 

เพื่อนของฉัน ฉันเพียงอยากจะบอกเธอว่า

 

หากเธอตั้งใจเขียนภาพสักภาพ แล้วบังเอิญเธอหลอนจนวาดแมวเป็นลิงเพราะวาดหนวดแมวไม่ได้ หรือบังเอิญมีใครบ้าคลั่งทำสีตกใส่ มันจะดีกว่าไหมที่เราไม่พยายามจะนั่งลบมัน แต่พยายามทำให้ลิงมันน่ารัก หรือนำสีที่ตกใส่มาเป็นส่วนประกอบของภาพที่เธอวาด

 

คราวหน้าเธอก็แค่ทำงานในที่ที่เหมาะสม ที่ที่ไม่สามารถมีใครสะบัดสีมาตกใส่ และตั้งใจที่จะวาดแมวให้เป็นแมว แต่ฉันรับประกันได้เลย ในโลกแห่งความเป็นจริงเราไม่มีทางหลีกจากสีของใคร และไม่มีทางหนีในบางอารมณ์เพี้ยนของตัวเองจนไม่รู้ว่าที่วาดคือหมาหรือแมว แต่ฉันเชื่อว่าเธอจะได้เรียนรู้ที่จะหาทางออกไปกับมัน เธอเรียนรู้ว่าจะนำมันมาเป็นแรงผลักให้ภาพวาดของเธอในท้ายสุดได้อย่างไร

 

จากนี้ฉันเชื่อมั่นว่าเธอจะแก้ไขปรับ และปรุงจากสิ่งที่พลาด ในเมื่อเธอรู้แล้วว่าเธอขาดตก บก พร่องอะไร เธอเติมมันได้เสมอในเมื่อเธอมีกำลังใจจากตัวเอง และจากใครอีกหลายคนที่รักเธอมากมายขนาดนี้ ฉันขอให้เธอมีแรง ฉันอยากเห็นความพยายามในทุกทางของเธอ

 

แม้ภาพมันยังดูห่วยๆ บ้างในบางมุม

 

แต่ได้โปรดอย่าบอกกับฉันว่า เธอจะขยำมันทิ้งเสีย ได้ไหม

 

 

 

ปล.แม้กรูจะชอบที่เมิงยิ้มมากกว่า แต่เมิงไม่ต้องอดกลั้นที่จะร้องไห้ต่อหน้ากรูนะ (เพราะถ้ากรูอยากร้องไห้ กรูอยากจะขอไปร้องต่อหน้าเมิงเหมือนกัน)

 

 

 

------

'ระหว่าเรา' คือชื่อเรื่องสั้นที่ฉันกำลังเค้นมันออกมา

ฉันรู้ตัวดีว่า ไม่ใช่ตอนนี้แน่ สมองฉันยังไม่ตัน และมันยังเขียนอะไรออกมาได้อีกเยอะ ฉันให้สัญญากับตัวเองไปแล้วว่าจะไม่หวั่นไหวต่อคำพูดของใครอีกทั้งนั้น ไม่ว่ามันจะดีหรือเลว ฉันจะเคารพในงานของตัวเอง ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นก็ตาม

แต่ อารมณ์หวั่นไหวของมนุษย์มันเกิดได้อยู่ทุกวัน ฉันเพียงกลั้นมันไม่อยู่เท่านั้น จะทำเป็นหูทวนลมก็ใช่ที่ ฉันมันคนรับสารที่ชอบสะสมสารที่ไม่เป็นสาระเอาไว้ยิ่งถ้าเป็นอย่างนี้ ก็คงต้องปล่อยให้ทรมานใจไปสักพัก เดี๋ยวก็คงหาย เชื่อว่าอีกไม่นานก็จะดี เพราะฉันเริ่มชินกับความรู้สึกแบบนี้เสียแล้ว

เรามันคนประเภทเดียวกันใช่มั้ย เจ้าของจดหมาย


 

 

 

 

 

 



edit @ 2007/07/30 03:10:10
edit @ 2007/07/30 03:11:53
edit @ 2007/07/30 03:39:22
edit @ 2007/07/30 03:42:31

edit @ 4 Apr 2008 11:53:18 by kigmeto

edit @ 4 Apr 2008 11:58:17 by kigmeto