2009/Dec/31

 

 

 

 

   

 

        วันเสาร์/ 23 / 2010 : ตี 2: 39

        ซานฟรานซิสโกล  

ชั้น 8 ห้องสตูดิโอขนาดใหญ่ -- ฟูกนอนขนาดกลางสามอันวางเีรียงราย, 1 โซฟาสีน้ำเงินเข้มถูกแปลงสภาพเป็นเตียงขนาดกลาง โคมไฟ 4 อัน โต๊ะเล็กๆ 3 ตัวถูกจัดวางคนละมุม ห้องครัวขนาดเล็กขวามือคือมุมโปรด ห้องน้ำอยู่สุดปลายทางของมุมห้อง..หนาวทุกทีที่เปิดเข้าไป...กับ รูมเมท 4 คน - แยกย้ายคนละเตียง   ซุกตัวกันคนละมุม มุมเดียวที่เราแชร์ร่วมกันคือมุมไพ่...ไม่สำคัญว่าใครได้ป๊อก 8 หรือป๊อก 9 แต้มสูงต่ำอาจเป็นแค่ภาพลวงตา เพราะสิ่งที่เห็น มันคือเรื่องของความมี 'ใจ' (ล้วนๆ) ไม่มากไม่น้อย แจกจ่ายความอุ่นกันอย่างพอดี... รู้สึกได้ ว่าแม้ไม่ใช่บ้านแต่ก็ อุ่นใจ เหมือนได้กลับมาอยู่บ้านมากกว่าครั้งไหนๆ ที่เคยรู้สึก..  

         1 ปี กับอีกเกือบ 7 เืดือน ที่ไม่เคยคิดว่าจะมีอะไรสักตัวออกมาจากหัว เหมือนลืมไปแล้วว่าเคยเป็นนักเขียน และคล้ายว่าลืมไปแ้ล้วว่ายังเึขียนหนังสือได้... ข้อดีของการอยู่ต่างบ้านนานๆ มันคือการได้บอก 'คิดถึง' อย่างนับครั้งไม่ถ้วน (เมื่อก่อนเคยตอแหลว่าคิดถึง แต่ตอนนี้ซึ้งแล้วว่าความคิดถึงที่ไม่ตอแหลมันเป็นยังไง) นี่คือหนึ่งในจำนวนนับครั้งไม่ถ้วนที่ว่า คิด - ถึง สองคำสั้นง่ายที่ครั้งนี้เหมือนจะมากกว่าครั้งไหนๆ...มากเสียจนต้องลงมือเขียน ถึงจะไม่แน่ใจ ว่ามันจะอ่านรู้เรื่องหรือไม่ก็ตามที

อากาศข้างนอกถึงขั้นเลว ลมแรง ฝนตก และโครตจะหนาวในเวลาเดียวกัน -- ดึกมากแล้วใกล้่จะตี 3 ความหนาวยิ่งเลวหนัก ลมแรงๆ พากระจกหน้าต่างบนหัวนอนสั่งหงึกๆ จนบางครั้งแอบคิด ถ้าเรานอนอยู่บ้านเรา อากาศแบบนี้ เราจะนอนเหงาเหมือนตอนนี้มั้ย? 

        ฉันเคยรู้สึกหวั่นไหวเพียงเพราะอากาศ น้องคนหนึ่งเคยบอกว่า มันคือสิ่งพิเศษที่มักจะเกิดขึ้นกับคนพิเศษ ฉันได้แต่คิดพลางหัวเราะ หึ หึ ว่านั่นไม่ใช่ฉัน ฉันไม่ใช่คนพิเศษ และไม่เคยพิเศษสำหรับใคร มันเป็นเพียงแค่ความรู้สึกของคนอ่อนไหวง่าย สองสามนาทีมันก็จะหาย เพียงแต่ตอนนี้ฉันแปลกใจ ความหวั่นไหวที่ฉันเคยมี มันไม่เคยมาปรากฏ ทนเหมือนทนแรงทนฝน ทนหนาวได้อย่างชินชา ใครด่ามาฉันเพียงแสร้งยิ้ม ไม่คิดหนีหรือแอบไปร้องไห้เหมือนอย่างเคย หลายสิ่งเปลี่ยนแปลงไป มิตรภาพที่อยู่ไกล กลับใกล้กันมากกว่าครั้งไหนๆ ส่วนมิตรภาพที่อยู่ใกล้ กลับไกลกันเหมือนคนไม่เคยรู้จัก...

       นี่แหละคือเรื่องเศร้ากว่าเรื่องไหนๆ 

       ถึงตอนนี้ ฉันเชื่ออย่างที่สุด ว่าคนเราเปลี่ยนแปลงทุกวินาที ฉันโตขึ้นเพราะเห็นโลกมากขึ้น เห็นปัญหามากขึ้น และเจ็บปวด (ใจ) นับครั้งไม่ถ้วน แต่ก็ไม่เคยคิดโทษใคร ฉันเชื่อว่าทุกเรื่องคือการเรียนรู้ พวกเราสามารถทำผิดได้กับทุกเรื่อง และควรมีความเข้าใจกับมันทุกครั้ง ปัญหาอะไรที่ว่าอยาก เพียงอย่าคิดให้มันยากไปพร้อมกับปัญหา เชื่อว่ามันจะมีทางออกที่ดีที่สุดสำหรับตัวของมันเอง...ฉันเคยผ่านจุดนั้นมาแล้ว 

       ตีสามสี่สิบห้า น้องรูมเมทคนสุดท้ายปิดไฟนอนแล้ว ส่วนฝนด้านนอกเริ่มหยุดตก แต่ความหนาวไม่เปลี่ยนแปลง ห้องเริ่มเงียบ มีเพียงเสียงกรนของรูมเมทข้างๆ ดังมาเป็นระยะ ส่วนฉันความง่วงเริ่มมา คงถึงเวลาไปกรนแข่งกับคนข้างๆ... คล้ายว่าหายเหงา เพราะเพียงแค่ได้เขียน

       คิด -- ถึง   

 

edit @ 24 Jan 2010 10:59:53 by kigmeto

2009/Apr/19

 

 

 

 

 

 

  ค่ำคืนสีบลูเบอร์รี่

 "พายบลูเบอร์รี่ไม่ดีตรงไหน" หญิงสาวเอ่ยถามหลังจากตักพาย บลูเบอร์รี่เข้าปากตุ้ยๆ

 เขาอมยิ้มกลับก่อนตอบ

 "ไม่ใช่ว่ามันไม่ดี...มันขึ้นอยู่กับว่าใครจะเลือกมันต่างหาก"

   ขอยิ้มสักสองที ประโยคนี้ช่างไม่ทำร้ายคนไร้รักเสียเลยจริงๆ

   เรากำลังเดินก้าวไปทีละไม่กี่คืบเสมือนมดตัวเล็กกำลังกระหายหิวน้ำตาลรสหวาน เดินวกเป็นเส้นวนๆ เพื่อค้นหาเกร็ดหวานสีขาวสักก้อน ทว่าตอนนี้มันยังไม่เจอ แต่อีกสักพักมันคงได้ลิ้ม
   เรื่องราวของฉันมันก็ไม่ต่างไปจากคืนที่ได้ชิมพายบลูเบอร์รี่ของหนุ่มสาวคู่นั้น หนึ่งคือชายหนุ่มผู้เป็นเจ้าของร้านกาแฟที่คล้ายว่าชีวิตรักได้หายสาปสูญไป สอง หญิงสาวผู้เสียคนรักในคืนที่เป็นจุดเริ่มต้นของรสพายบลูเบอร์รี่ ...คืนนั้น ค่ำคืนที่ทั้งสองได้พบกัน 
   

   เขาและเธอไม่ใช่คนที่ถูกเลือก ซึ่งใกล้เคียงกับพายที่ถูกทิ้งให้แช่แข็งอยู่ในตู้ (เย็น) 
  

    หากการขับเคลื่อนของความรักคือความโหยหาไม่มีที่สิ้นสุด เรื่องรักกระจิ๊ดริด ของคนทั้งคู่ดูจะยิ่งใหญ่ในความรู้สึกของฉันยิ่งกว่าเรื่องใดในโลก ขณะเขาเฝ้าถามตัวเอง ถึงเรื่องราวของหญิงสาวแปลกหน้าที่แวะเข้ามาทิ้งความเกรี้ยวกราดเอาไว้แต่สาระสำคัญกลับกลายเป็นว่า เธอผู้นั้นยังได้ขโมยหัวใจของเขาไปด้วย...อย่างไม่รู้ตัว   


   "ฉันฝากกุญแจห้องคืนให้เขาด้วย ถ้าเขาแวะมาที่นี่...มีคนฝากกุญแจ เอาไว้เยอะไหม"

   เธอเอ่ยถามเหมือนจะพยายามตอกย้ำสิ่งที่โดนกระทำ แต่เขาเพียงทิ้งสายตาไว้แทนคำตอบ จากนั้นแค่ยกโหลแก้วขนาดใหญ่ที่บรรจุลูกกุญแจเอาไว้ถึงค่อนขวด -- ความหมายนั้นแทนคำตอบ 

   เราต่างมีโลกของตัวเอง นั่นโลกของเธอ นี่โลกของฉัน แต่หากจะมีใครสักคนก้าวขาเข้ามาในโลกของเรา เขาคงต้องหากุญแจสักดอกที่สามารถไขคริ๊กเข้ามา นั่นหมายถึงคริกกันที่หัวใจเป็นสำคัญ  
   หากโลกเกิดเล่นตลก เจอคนที่ไขเข้ามา เพียงคิดจะแวะมาแวะไป ย่ำโลกของเราให้รู้สึกครึ้มๆ อยู่สักพัก หัวใจเราก็คงหม่นหมองไม่เป็นท่า และคงไม่ต่างไปจากหญิงสาวผู้ชอบกินบลูเบอร์รี่พายคนนั้น
   การได้เรียนรู้ความรัก มันก็เหมือนกับการได้เห็นโลกต่างมุม มุมที่คิดว่าจะไม่ได้เห็น กลับชัดแจ้งไม่รู้ลืม เพราะท้ายที่สุดแล้ว ความยากลำบากมักเกิดกับเรา ตอนที่เรากำลังพยายามตะกายฝาแห่งความเจ็บปวดเพื่อออกห่างจากมันให้     ได้้้้มากที่สุด
   บทสรุปที่ฉันเรียนรู้ต่อจานที่ถูกจัดวางใส่พายบลูเบอร์รี่บวกนมสดหนึ่งแก้ว มันคือการหาที่ทาง เพื่อค้นหาชีวิต เรียนรู้มันไปพร้อมกับประสบการณ์์่ เดินทางให้มาก แล้วเราจะรู้เองว่า แท้จริงแล้ว หัวใจของเรา ก็มีใครสักคนขโมยมันไปด้วยเช่นกัน 
   
   แล้วคราวนี้เราจะเริ่มต้นกินพายบลูเบอร์รี่ด้วยกัน อีกครั้ง 


edit @ 19 Apr 2009 16:56:49 by kigmeto

2008/Oct/01

 

 

                 

                 ได้ข่าวว่าที่เมืองไทยฝนตกหนักส่วนที่นี่ถึงแดดอุ่นกำลังดี แต่พอใกล้ค่ำมันก็หนาวหนักไม่ต่างกัน                  ฉันเดินออกมาแล้ว พกของมาเต็มกระเป๋า หนังสือเล่มโปรดถูกยัดเอาไว้ ทอล์กกิ้งดิกใหม่เอี่ยม เอ็มพีสามอันเดิม สมุดโน้ตอันเล็กๆ ปากกาแท่งดำ แว่นตากรอบดำอันใหม่ หนังสือเรียนภาษาอังกฤษมัธยมหนึ่ง  ทั้งหมดอยู่ในนั้น ในกระเป๋าใบถูกๆ ที่ฉันคุ้ยได้จากกองสินค้าลดราคา               

                  ที่นั่งเดิมไม่เปลี่ยนแปลง มอคค่าแก้วอุ่นวางอยู่ใกล้ๆ ฉันหย่อนตัวลงตรงนั้น ตรงที่เดิมที่ฉันเคยนั่งเหมือนทุกวัน                

                  ลมแรงขึ้นทุกที เสื้อกันหนาวและผ้าพันคอกระชับมันให้มั่น นั่งคนเดียวยามไม่มีเพื่อน มันยิ่งหนาวจับขั้วใจอย่างนี้นี่เอง               

                 หนึ่งทุ่มตรงแต่แสงแค่สลัว ฉันชอบอากาศแบบนี้ ลมเย็นและแสงเริ่มใกล้มืด แต่เหมือนลมหนาวมาพร้อมกับความเหงา ฉันจิบมอคค่าพลางบอกให้น้ำตาหยุดไหล บางทีความเหงาก็ทำร้ายเราเกินพอเหงาเพราะคิดถึง แม่ง ทรมานหนัก บางครั้งก็แค่คิด อยากกลับไปเหมือนเดิม ไม่ต้องหนาว ไม่ต้องเหงา เพียงแค่ทนกับฝน มีร่มสักคัน มันคงสุขกว่านี้                

                 แต่ฉันทิ้งขวดลีโลมาแล้ว เหลือเพียงแก้วมอคค่าที่จิบทุกวัน และถึงแม้จะไม่ค่อยอุ่นใจสักเท่าไหร่ แต่การนั่งนึกถึงคนที่บ้านเราฝั่งโน้น ก็ทำให้ไม่ต้องทรมานใจ หนักกว่าที่เป็นอยู่ได้เหมือนกัน                                 

                คิดถึง

edit @ 1 Oct 2008 10:01:04 by kigmeto