2008/Apr/21

 

 

 

 

 

 

ทะเล สุดขอบตาข้างหน้า มันเริ่มว่างเปล่าเสียแล้ว

แดดยิ่งแรง หัวใจฉันยิ่งร้อน ร้อนถึงขั้น ใกล้ขาดใจ ใกล้ขั้นนั้นเชียวล่ะ

ว่ากันว่า ถ้าเราตากแดดเป็นเวลานาน ยืนให้เหงื่อไหลออกเป็นถังๆ อีกไม่นาน เราจะแน่นิ่งและหงายหลังหมดสติ แต่ถึงแม้ตอนนี้ฉันไม่ได้ยืน แค่นั่งอยู่บนชายหาดสีขาว คู่ขนานไปกับน้ำทะเลสวยใส พร้อมกับไอแดดอุ่นๆ ไม่ร้อนจัดนัก คล้ายว่าอาบแดดกำลังสบาย...หากตรงกันข้าม แดดอุ่นๆ ใกล้ทำให้ฉัน ขาดใจอย่างแดดิ้น

ฉันเคยสงสัย ในสิ่งที่ฉันเป็น คำถามออกจากสมองส่งตรงไปที่หัวใจ ว่าสิ่งที่ฉันรู้สึก สิ่งที่ฉันรัก มันทำให้ฉันมีความสุขหรือไม่...ไม่เพียงคำตอบที่ออกจากก้อนวงรีเล็กๆ ของฉัน จะส่งเสียงโหยหวนเหมือนใครกำลังหาเข็มสักกำมือ ปักทิ่มมันลงไปใจกลางเส้นจุดพิกัด คำตอบจากเสียงร้องของหัวใจนั้น ทำให้ฉันรู้ว่าตัวเองใกล้เคียงคนไม่มี...ความสุข อย่างแน่นอน

ฉันเคยชอบทะเล และสามารถนั่งอยู่กับมันได้เป็นวันๆ ถ้าแดดแรงนัก ฉันจะหาแว่นกันแดดอันโตสักอัน และครีมกันแดดค่าเอสพีเอฟสูงๆ มาป้องกันแสงยูวี เอาไว้ แต่ตอนนี้ฉันไม่รู้ว่าจะทำตัวอย่างไร กับแดดอุ่นๆ ที่เหมือนไม่มีพิษมีภัย ฉันจัดการมันไม่ได้หรือฉันควรหาร่มสักคันมากางเพื่อหลบแดด...

ฉันคิดว่าตัวเองคงเริ่ม ดัดจริต...

เคยคิดว่าเขาเหมือนแดดอ่อนอุ่นบนชายหาด สุขที่จะอยู่ใกล้ และคิดถึงทุกครั้งยามที่จากมา แต่ใช่ครั้งนี้มันจะเหมือนเช่นครั้งเก่า ฉันคิดถึงแดดอุ่นก็จริง แต่พอได้อยู่ใกล้ ฉันกลับรู้สึกอึดอัด และเจ็บปวดกว่าทุกครั้งที่เคยรู้สึก เขาเหมือนไม่ใช่แดดอุ่นที่ฉันรู้สึกดีอีกแล้ว หรือฉันไม่รู้จักเขาตั้งแต่แรก แสร้งว่าตัวเองมีความสุข แต่ลึกๆ แล้วฉันมันก็คนว่างเปล่าของแท้

หากความหมายของน้ำตาที่คลอเบ้า ส่งเสียงบอกได้ถึงความปวดลึกๆ มันก็คงใกล้เคียงความเป็นจริงมากที่สุด ณ เวลานี้...ฉันอธิบายไม่ถูกมากนัก ถึงแม้จะชิดใกล้กับความเจ็บ มาพอสมควร แต่ก็ยังไม่เข้าใจมันดี อย่างเมื่อไม่นานมานี้ฉันยังรู้สึกดีและมีความสุขกับตัวเอง แต่ผ่านมาไม่นาน ฉันเริ่มกลายเป็นตัวเองคนเก่า คนที่จัดการเรื่องของตัวเองยังไม่ได้ แต่ยังดีอยู่นิด ก็ตรงที่ ฉันเริ่มรู้ตัวว่า เราเหมาะกับอะไร แดดอุ่นๆ หรือผืนน้ำเย็นๆ หรือโลกของความเป็นจริง

หรือแค่เพียงโลกของฉันเท่านั้น ที่ฉันจะเข้าถึงใครๆ

....

 

edit @ 21 Apr 2008 15:53:41 by kigmeto

edit @ 21 Apr 2008 21:39:48 by kigmeto

2008/Apr/13

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

วันนี้ฉันแวะมาอัพบล๊อค...เพียงแค่อยากเขียนอะไรสักอย่าง เพื่อเตือนตัวเอง ว่าวันนี้ ฉันมีความสุข...

นั่งรถกลับบ้านไม่ถึงสองชั่วโมง ได้ทั้งยิ้มและหัวเราะ กับเพื่อนคนขับ ฉันว่าตัวเองกำลังมีความสุขอย่างที่มันควรจะเป็น

แต่ถึงแม้เสียงเพลงจากวิทยุ จะสะกิดหัวใจให้เกิดช่วงของความช้ำขึ้นมาบ้าง แต่เพียงแค่เอ่ยปาก ปล่อยบทสนทนาออกมา ฉันก็ปล่อยความขืนให้ลอยขึ้นไปบนอากาศ และภาวนาให้มันอยู่บนนั้นไปอีกสักพัก

ฉันได้แต่คว้าหามันมาอยู่กับตัว แต่หารู้ไม่ว่ามันไม่ใช่สิ่งที่ต้องค้น แต่เพียงแค่วันนี้ฉันเอาหัวใจไว้กับตัวเอง ความสุขก็เกิดขึ้น... จริงๆ อย่างไม่น่าเชื่อ

โดนประแป้งไป 2 ที ละอองน้ำที่ผ่านการสาดหยดแหมะตามแขนไม่กี่หยด ฉันก็ยิ้มแทบไม่หุบ ฉันรู้ทันทีว่าเรื่องทุกอย่างจะผ่านพ้นไปด้วยดี

อย่างน้อยๆ ฉันก็เชื่ออย่างนั้น

พอได้คุยกับแม่ หัวเราะกับเพื่อน สูดกลิ่นทะเลที่เคยคุ้น ดูดน้ำมะตูมเจ้าเดิม... พลังใจเริ่มมาใหม่ ยิ้มได้กว้างมากกว่าเดิม ฉันก็ทึ่งตัวเองมากมายเหลือเกินแล้ว

ขอบคุณ ปิ๊กกี้ จดหมายของเธอ ทำให้ฉันรู้สึกอยากกระโดดให้สูงๆ เพื่อกระตุ้นพลังใจให้เต้นแรงๆ สักหลายๆ ที

edit @ 15 Apr 2008 19:45:46 by kigmeto

2008/Jan/02

 

         เรานั่งเปรียบกันเล่นๆ ในวงสนทนาที่รอบข้างมีแต่ขวดเหล้า น้องคนหนึ่งเป็นเสมือนน้ำ เพื่อนข้างๆ เป็นเหมือนลมเย็นพัดเอื่อยๆ เพื่อนอีกคนคล้ายความซ่าของเป๊ปซี่...วนเวียนมาถึงฉัน ความหมายที่ทุกคนรวมความเห็นเอาไว้ ถึงขั้นทำให้ฉันสะอึก แล้วลุกรามมาจุกอยู่ที่คอ....       

         ฉันเป็นดั่งก้อนหิน แข็ง ขรุขระ บางครั้งเย็นชื่ด ยิ่งถ้าใครลองเอาหินเข้าปาก นอกจากรสชาติจะเผื่อนผาดประแล่มๆ แล้ว ยังไร้ความอร่อย ส่วนถ้าใครอุตริคิดจะกลืน ก็อาจติดคอเอาได้ง่ายๆ           

         ตัวฉันสั่น ไม่รู้เพราะพิษเหล้า หรือ ความวิบัติที่เกิดในหัว     

       เพื่อนฉันขยายความ ว่าฉันคือก้อนหินสุดแห้งแล้ง ที่ไม่มีใครอยากหยิบขึ้นมาเล่น...เลอะมือเปล่าๆ หรืออาจโดนคมหินทำพิษ เจ็บตัวเข้าไปอีก ไม่คิดจะเจ็บปวดกับคำเปรียบเปรย แต่มันแปลบขึ้นมาที่ใจ หนักหน่วงกว่าทุกครั้ง ปวดหนึบๆ จนต้องหลับตาปี๋ หรือเป็นเพราะเขานั่งอยู่ตรงหน้า มองหน้าฉันแล้วหัวเราะ ฉันปรือตามองเขาแล้วแสร้งยิ้ม จากนั้นหลบสายตาแล้วมองเลยไปหาทะเลที่มีคลื่นเบาๆ ตอนนี้น้ำกำลังนิ่ง ทะเลกำลังสงบ ส่วนบนฟ้าไม่มีดาวสักดวง ดำมืดสนิท เหมือนความสว่างค่อยๆ ถอยออกจากฉันเข้าไปทุกที หรือเพียงเพราะฉันคือก้อนหินอับแสงแอบอยู่ใต้ดงหญ้า สกปรก และ ไร้ความหมาย    

       โหย คิดแล้วเศร้าสุดรองเท้า

         ฉันสร้างรอยยิ้มเอาไว้เพื่อกลบเกลื่อน แสร้งหัวเราะแทบเป็นแทบตาย แต่สายตายังคงเหลือบมองอยู่ที่เขา ความปวดหนึบๆ ทวีความรุนแรงขึ้นทุกที     ขอให้พระเจ้าอวยพร ล่วงเลยคืนนี้ ขอให้ฉันไม่เป็นอะไร 

     ---

       ฉันเคยภูมิใจที่คิดว่าตัวคล้ายสีอำพันของเหล้า...    

       สิ่งที่ฉันเรียนรู้จากเขา คือการดื่มเหล้า โดยมีส่วนผสมเพียงแค่ โซดา กับ เหล้า มันเริ่มจากเขาวานให้ฉันชงและกระซิบบอกสูตรสำหรับเขา    

       "เหล้า กับ โซดา นะ" ฉันถามกลับว่าแค่นี้เหรอ เขาเพียงยักคิ้วแล้วทำหน้าเหมือนกับว่า 'ใช่เลย

       นับจากวันนั้น ฉันเลียนแบบเขา ดื่มเหล้า ไม่ว่ายี่ห้อไหน จะมีมิกซ์เซอร์เพียงแค่ โซดา เท่านั้น 

       สีอำพันของเหล้าไม่ได้น่าภูมิใจ

       เพราะคิดให้ดีฉันมันก็เหมือนเหล้าที่มีแต่ความขมขื่นๆ ส่วนเขา เหมือนโซดาที่ไม่มีเพื่อนคนไหนขาดไม่ได้ ฉันมันแค่ตัวขมประดับให้กลุ่มเมามันส์ เพราะเวลาฉันเมา ฉันจะฮาอย่างไม่หยุดยั้ง เหล้าอย่างฉัน ทุกครั้งต้องแพ้กับโซดา ทุกครั้งที่โซดาเจือจางในแก้วใส เหล้าสีครึ้มๆ จะลอยไปรวมตัวไปกับโซดาฟองขาวสวย เหล้ากลมกลืนอ่อนละทวย สร้างความขมฟาดเฟื่อน แต่โชคดีที่ยังมีโซดาคอยดับความเจื่อน ให้ดื่มง่ายแล้วเคลิ้มไปในที่สุด

       ครั้นพอตื่นขึ้นมา หายจากความเมา เหล้าอย่างฉันคงไร้ความหมาย 

         ---     

      ปลายเท้าด้านล่างคือทรายขาวๆ ฉันถอดรองเท้าแตะ แล้วซึมซับกับความเย็นด้านล่าง แหงนมองฟ้าข้างบน เพราะเห็นว่ามันยังคงมืด ไร้ดาวสักดวง ทะเลยังคงนิ่งเช่นกัน เสียงหัวเราะของฉันเงียบไปแล้ว แต่ความสลดยังคงอยู่

        เหมือนหัวใจจะนิ่งแข่งกับทะเล แถมยังมีหน้าเหลือบไปมองเขาอย่างปลงสนิท หัวเราะ หึๆ ให้กับความคิด จากนั้นกระดกเหล้าผสมโซดา จนหมดแก้ว ปล่อยเสียหัวเราะอย่างจืดๆ จากเรื่องตลกสักเรื่องที่เพื่อนข้างๆ กำลังฟุ้ง

        ก้อนหิน หรือ เหล้าเพียวๆ คือส่วนผสมของโลกที่ทำให้มันเกิดความต่าง เจือจาง หรือ หายไป คงไม่มีอะไรเกิดขึ้น         ฉันส่งยิ้มให้เขา แต่เขาเหมือนไม่ได้ใส่ใจ จดจ่ออยู่กับแก้วเหล้า จากนั้นกระดกมันจนหมดแก้ว แล้วเริ่มเติมส่วนผสมใหม่สูตรเดิมนั้นใหม่ แสงโสมเกือบครึ่งแก้ว น้ำแข็งยังไม่พร่อง ที่เหลือรินโซดาจนความซ่าล้นเต็มที่ อีกไม่เกิน 5 นาที น้ำสีอำพันทั้งแก้วคงลอยอยู่ในกระเพาะ

        ส่วนฉันใกล้เมาไม่รู้เรื่อง แต่ที่ยังรู้ตัว คือความเศร้าแผ่เข้าเต็มร่าง...บอกตามตรงว่าไม่อยากเป็นเหมือนก้อนหินหรือโซดา เพราะมันดูเศร้าอย่าบอกใคร

 
 
 
 
 
 
 

    

edit @ 3 Jan 2008 23:21:25 by kigmeto

edit @ 3 Jan 2008 23:38:18 by kigmeto