2009/Apr/19

 

 

 

 

 

 

  ค่ำคืนสีบลูเบอร์รี่

 "พายบลูเบอร์รี่ไม่ดีตรงไหน" หญิงสาวเอ่ยถามหลังจากตักพาย บลูเบอร์รี่เข้าปากตุ้ยๆ

 เขาอมยิ้มกลับก่อนตอบ

 "ไม่ใช่ว่ามันไม่ดี...มันขึ้นอยู่กับว่าใครจะเลือกมันต่างหาก"

   ขอยิ้มสักสองที ประโยคนี้ช่างไม่ทำร้ายคนไร้รักเสียเลยจริงๆ

   เรากำลังเดินก้าวไปทีละไม่กี่คืบเสมือนมดตัวเล็กกำลังกระหายหิวน้ำตาลรสหวาน เดินวกเป็นเส้นวนๆ เพื่อค้นหาเกร็ดหวานสีขาวสักก้อน ทว่าตอนนี้มันยังไม่เจอ แต่อีกสักพักมันคงได้ลิ้ม
   เรื่องราวของฉันมันก็ไม่ต่างไปจากคืนที่ได้ชิมพายบลูเบอร์รี่ของหนุ่มสาวคู่นั้น หนึ่งคือชายหนุ่มผู้เป็นเจ้าของร้านกาแฟที่คล้ายว่าชีวิตรักได้หายสาปสูญไป สอง หญิงสาวผู้เสียคนรักในคืนที่เป็นจุดเริ่มต้นของรสพายบลูเบอร์รี่ ...คืนนั้น ค่ำคืนที่ทั้งสองได้พบกัน 
   

   เขาและเธอไม่ใช่คนที่ถูกเลือก ซึ่งใกล้เคียงกับพายที่ถูกทิ้งให้แช่แข็งอยู่ในตู้ (เย็น) 
  

    หากการขับเคลื่อนของความรักคือความโหยหาไม่มีที่สิ้นสุด เรื่องรักกระจิ๊ดริด ของคนทั้งคู่ดูจะยิ่งใหญ่ในความรู้สึกของฉันยิ่งกว่าเรื่องใดในโลก ขณะเขาเฝ้าถามตัวเอง ถึงเรื่องราวของหญิงสาวแปลกหน้าที่แวะเข้ามาทิ้งความเกรี้ยวกราดเอาไว้แต่สาระสำคัญกลับกลายเป็นว่า เธอผู้นั้นยังได้ขโมยหัวใจของเขาไปด้วย...อย่างไม่รู้ตัว   


   "ฉันฝากกุญแจห้องคืนให้เขาด้วย ถ้าเขาแวะมาที่นี่...มีคนฝากกุญแจ เอาไว้เยอะไหม"

   เธอเอ่ยถามเหมือนจะพยายามตอกย้ำสิ่งที่โดนกระทำ แต่เขาเพียงทิ้งสายตาไว้แทนคำตอบ จากนั้นแค่ยกโหลแก้วขนาดใหญ่ที่บรรจุลูกกุญแจเอาไว้ถึงค่อนขวด -- ความหมายนั้นแทนคำตอบ 

   เราต่างมีโลกของตัวเอง นั่นโลกของเธอ นี่โลกของฉัน แต่หากจะมีใครสักคนก้าวขาเข้ามาในโลกของเรา เขาคงต้องหากุญแจสักดอกที่สามารถไขคริ๊กเข้ามา นั่นหมายถึงคริกกันที่หัวใจเป็นสำคัญ  
   หากโลกเกิดเล่นตลก เจอคนที่ไขเข้ามา เพียงคิดจะแวะมาแวะไป ย่ำโลกของเราให้รู้สึกครึ้มๆ อยู่สักพัก หัวใจเราก็คงหม่นหมองไม่เป็นท่า และคงไม่ต่างไปจากหญิงสาวผู้ชอบกินบลูเบอร์รี่พายคนนั้น
   การได้เรียนรู้ความรัก มันก็เหมือนกับการได้เห็นโลกต่างมุม มุมที่คิดว่าจะไม่ได้เห็น กลับชัดแจ้งไม่รู้ลืม เพราะท้ายที่สุดแล้ว ความยากลำบากมักเกิดกับเรา ตอนที่เรากำลังพยายามตะกายฝาแห่งความเจ็บปวดเพื่อออกห่างจากมันให้     ได้้้้มากที่สุด
   บทสรุปที่ฉันเรียนรู้ต่อจานที่ถูกจัดวางใส่พายบลูเบอร์รี่บวกนมสดหนึ่งแก้ว มันคือการหาที่ทาง เพื่อค้นหาชีวิต เรียนรู้มันไปพร้อมกับประสบการณ์์่ เดินทางให้มาก แล้วเราจะรู้เองว่า แท้จริงแล้ว หัวใจของเรา ก็มีใครสักคนขโมยมันไปด้วยเช่นกัน 
   
   แล้วคราวนี้เราจะเริ่มต้นกินพายบลูเบอร์รี่ด้วยกัน อีกครั้ง 


edit @ 19 Apr 2009 16:56:49 by kigmeto

2008/Oct/01

 

 

                 

                 ได้ข่าวว่าที่เมืองไทยฝนตกหนักส่วนที่นี่ถึงแดดอุ่นกำลังดี แต่พอใกล้ค่ำมันก็หนาวหนักไม่ต่างกัน                  ฉันเดินออกมาแล้ว พกของมาเต็มกระเป๋า หนังสือเล่มโปรดถูกยัดเอาไว้ ทอล์กกิ้งดิกใหม่เอี่ยม เอ็มพีสามอันเดิม สมุดโน้ตอันเล็กๆ ปากกาแท่งดำ แว่นตากรอบดำอันใหม่ หนังสือเรียนภาษาอังกฤษมัธยมหนึ่ง  ทั้งหมดอยู่ในนั้น ในกระเป๋าใบถูกๆ ที่ฉันคุ้ยได้จากกองสินค้าลดราคา               

                  ที่นั่งเดิมไม่เปลี่ยนแปลง มอคค่าแก้วอุ่นวางอยู่ใกล้ๆ ฉันหย่อนตัวลงตรงนั้น ตรงที่เดิมที่ฉันเคยนั่งเหมือนทุกวัน                

                  ลมแรงขึ้นทุกที เสื้อกันหนาวและผ้าพันคอกระชับมันให้มั่น นั่งคนเดียวยามไม่มีเพื่อน มันยิ่งหนาวจับขั้วใจอย่างนี้นี่เอง               

                 หนึ่งทุ่มตรงแต่แสงแค่สลัว ฉันชอบอากาศแบบนี้ ลมเย็นและแสงเริ่มใกล้มืด แต่เหมือนลมหนาวมาพร้อมกับความเหงา ฉันจิบมอคค่าพลางบอกให้น้ำตาหยุดไหล บางทีความเหงาก็ทำร้ายเราเกินพอเหงาเพราะคิดถึง แม่ง ทรมานหนัก บางครั้งก็แค่คิด อยากกลับไปเหมือนเดิม ไม่ต้องหนาว ไม่ต้องเหงา เพียงแค่ทนกับฝน มีร่มสักคัน มันคงสุขกว่านี้                

                 แต่ฉันทิ้งขวดลีโลมาแล้ว เหลือเพียงแก้วมอคค่าที่จิบทุกวัน และถึงแม้จะไม่ค่อยอุ่นใจสักเท่าไหร่ แต่การนั่งนึกถึงคนที่บ้านเราฝั่งโน้น ก็ทำให้ไม่ต้องทรมานใจ หนักกว่าที่เป็นอยู่ได้เหมือนกัน                                 

                คิดถึง

edit @ 1 Oct 2008 10:01:04 by kigmeto

2008/Apr/21

 

 

 

 

 

 

ทะเล สุดขอบตาข้างหน้า มันเริ่มว่างเปล่าเสียแล้ว

แดดยิ่งแรง หัวใจฉันยิ่งร้อน ร้อนถึงขั้น ใกล้ขาดใจ ใกล้ขั้นนั้นเชียวล่ะ

ว่ากันว่า ถ้าเราตากแดดเป็นเวลานาน ยืนให้เหงื่อไหลออกเป็นถังๆ อีกไม่นาน เราจะแน่นิ่งและหงายหลังหมดสติ แต่ถึงแม้ตอนนี้ฉันไม่ได้ยืน แค่นั่งอยู่บนชายหาดสีขาว คู่ขนานไปกับน้ำทะเลสวยใส พร้อมกับไอแดดอุ่นๆ ไม่ร้อนจัดนัก คล้ายว่าอาบแดดกำลังสบาย...หากตรงกันข้าม แดดอุ่นๆ ใกล้ทำให้ฉัน ขาดใจอย่างแดดิ้น

ฉันเคยสงสัย ในสิ่งที่ฉันเป็น คำถามออกจากสมองส่งตรงไปที่หัวใจ ว่าสิ่งที่ฉันรู้สึก สิ่งที่ฉันรัก มันทำให้ฉันมีความสุขหรือไม่...ไม่เพียงคำตอบที่ออกจากก้อนวงรีเล็กๆ ของฉัน จะส่งเสียงโหยหวนเหมือนใครกำลังหาเข็มสักกำมือ ปักทิ่มมันลงไปใจกลางเส้นจุดพิกัด คำตอบจากเสียงร้องของหัวใจนั้น ทำให้ฉันรู้ว่าตัวเองใกล้เคียงคนไม่มี...ความสุข อย่างแน่นอน

ฉันเคยชอบทะเล และสามารถนั่งอยู่กับมันได้เป็นวันๆ ถ้าแดดแรงนัก ฉันจะหาแว่นกันแดดอันโตสักอัน และครีมกันแดดค่าเอสพีเอฟสูงๆ มาป้องกันแสงยูวี เอาไว้ แต่ตอนนี้ฉันไม่รู้ว่าจะทำตัวอย่างไร กับแดดอุ่นๆ ที่เหมือนไม่มีพิษมีภัย ฉันจัดการมันไม่ได้หรือฉันควรหาร่มสักคันมากางเพื่อหลบแดด...

ฉันคิดว่าตัวเองคงเริ่ม ดัดจริต...

เคยคิดว่าเขาเหมือนแดดอ่อนอุ่นบนชายหาด สุขที่จะอยู่ใกล้ และคิดถึงทุกครั้งยามที่จากมา แต่ใช่ครั้งนี้มันจะเหมือนเช่นครั้งเก่า ฉันคิดถึงแดดอุ่นก็จริง แต่พอได้อยู่ใกล้ ฉันกลับรู้สึกอึดอัด และเจ็บปวดกว่าทุกครั้งที่เคยรู้สึก เขาเหมือนไม่ใช่แดดอุ่นที่ฉันรู้สึกดีอีกแล้ว หรือฉันไม่รู้จักเขาตั้งแต่แรก แสร้งว่าตัวเองมีความสุข แต่ลึกๆ แล้วฉันมันก็คนว่างเปล่าของแท้

หากความหมายของน้ำตาที่คลอเบ้า ส่งเสียงบอกได้ถึงความปวดลึกๆ มันก็คงใกล้เคียงความเป็นจริงมากที่สุด ณ เวลานี้...ฉันอธิบายไม่ถูกมากนัก ถึงแม้จะชิดใกล้กับความเจ็บ มาพอสมควร แต่ก็ยังไม่เข้าใจมันดี อย่างเมื่อไม่นานมานี้ฉันยังรู้สึกดีและมีความสุขกับตัวเอง แต่ผ่านมาไม่นาน ฉันเริ่มกลายเป็นตัวเองคนเก่า คนที่จัดการเรื่องของตัวเองยังไม่ได้ แต่ยังดีอยู่นิด ก็ตรงที่ ฉันเริ่มรู้ตัวว่า เราเหมาะกับอะไร แดดอุ่นๆ หรือผืนน้ำเย็นๆ หรือโลกของความเป็นจริง

หรือแค่เพียงโลกของฉันเท่านั้น ที่ฉันจะเข้าถึงใครๆ

....

 

edit @ 21 Apr 2008 15:53:41 by kigmeto

edit @ 21 Apr 2008 21:39:48 by kigmeto